การทำนาให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ

 1.การเตรียมดิน

เพื่อเตรียมสิ่งแวดล้อมทางดินให้เหมาะต่อการงอกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว ได้แก่ การไถกลบฟาง ไถแดะ ไถแปร และคราด

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว

เลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ในจังหวัดขอนแก่นคือ

2.1 ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายพันธุ์ กข 6 เป็นข้าวเหนียวต้นสูง แต่ลักษณะโดยทั่วไปจะคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ปลูกและเจริญเติบโตให้ผลผลิตและคุณภาพดีผลตอบแทนคุ้มค่า ปลูกได้เฉพาะฤดูนาปี มีทรงกอแผ่เล็กน้อย ใบยาว สีเขียวเข้ม ใบธงตั้ง เมล็ดยาวเรียว ข้าวเปลือกสีเหลืองน้ำตาล ความสูงคล้ายพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ลำต้นแข้งไม่ล้มง่าย รวงยาว ลักษณะเมล็ดยาว สำหรับวันเก็บเกี่ยว ถ้าปลูกตามฤดูกาลของท้องถิ่นพร้อมพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ถ้าพิจารณาอย่างละเอียด พันธุ์ กข 6 จะสุกแก่ช้ากว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 เพียง 2-3 วันเท่านั้น ระยะพักตัวของเมล็ดพันธุ์ กข 6 ประมาณ 5 สัปดาห์

2.2 ใช้เมล็ดพันธุ์แท้ที่มีความบริสุทธิ์สูง คือ เมล็ดพันธุ์ข้าวต้องเป็นเมล็ดพันธุ์แท้ตรงตามพันธุ์ ไม่มีข้าวแดงปน อาจมีพันธุ์อื่นปนได้ 2-3 เมล็ดในเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

2.3 ทดสอบความงอก โดยสุ่มตัวอย่างข้าวมานับเมล็ดจำนวน 100 เมล็ด แล้ววางเรียงบนจานที่ใช้เศษผ้ารองก้นจาน เมื่อวางเมล็ดเสร็จแล้วให้เติมน้ำแช่เมล็ดไว้ 1 คืน แล้วจึงเทน้ำออก ทิ้งไว้ 6-7 วัน แล้วจึงนับต้นกล้าที่งอกสมบูรณ์แข็งแรง ในช่วงที่รอเมล็ดงอกนั้นควรพรมน้ำอย่าให้เมล็ดแห้ง ควรทำแบบเดียวกัน 3-5 จานๆละ 100 เมล็ด เพื่อจะได้แน่ใจว่าเมล็ดจะงอกโดยเฉลี่ยเท่าไร เมล็ดพันธุ์ที่ดีควรมีความงอกอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป หมายถึงใน 100 เมล็ดที่เพาะควรได้ต้นกล้าที่งอกสมบูรณ์อย่างน้อย 80 ต้น ถ้างอกน้อยกว่า 80 เมล็ดต้องเพิ่มจำนวนเมล็ดที่จะต้องใช้ทำพันธุ์ หรือเก็บไว้กินดีกว่า

2.4 ปริมาณเมล็ดพันธุ์ ต้องมีเพียงพอนาปักดำใช้เมล็ดพันธุ์ 5-6 กิโลกรัมตกกล้าเพื่อปักดำในพื้นที่ 1 ไร่

2.5 ฝัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อแยกเมล็ดข้าวลีบ เมล็ดหญ้า ฟาง และเลือกเมล็ดข้าวพันธุ์อื่น และเมล็ดที่เป็นโรค ที่ปนมาทิ้ง

3.เลือกวิธีการปลูกและช่วงเวลาที่เหมาะสม

การปลูกข้าว

นิยมปลูก 2 วิธี คือ ปักดำ และหว่านข้าวแห้ง

1. การปลูกข้าวแบบปักดำ

คือการทำนาโดยการตกกล้าแล้วนำต้นกล้าไปปักดำในแปลงนาที่เตรียมไว้

ขั้นตอนการปฏิบัติการทำนาแบบปักดำ

1.1 การเตรียมแปลงกล้า

1.1.1 ไถดะ ประมาณกลางเดือนมิถุนายนแล้วปล่อยทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อให้วัชพืชงอก

1.1.2 ไถแปร คราด ทำเทือก และเก็บวัชพืชออก

1.2 การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว

1.2.1 เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ทำพันธุ์ควรเปลี่ยนทุก 3 ปี

1.2.1 คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ปราศจากสิ่งเจือปนต่างๆได้แก่ข้าวปน เมล็ดวัชพืช และความผิดปกติของเมล็ดถ้ามีมากให้เปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ใหม่

1.2.3 ความงอกของเมล็ดต้องสูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทดสอบโดยใช้กระดาษชำระหรือเศษผ้าวางเมล็ด 100 เมล็ด หยดน้ำให้ชุ่มแล้วเก็บไว้ในที่ร่ม คอยเติมน้ำให้ชุ่มเสมอภายใน 7 วัน ตรวจดูเมล็ด 80 เมล็ด จะต้องเพิ่มเมล็ดที่จะหว่านกล้าให้มากขึ้น ถ้างอกน้อยกว่า 60 เมล็ด ให้เปลี่ยนพันธุ์ใหม่

1.3 การเตรียมเมล็ดหว่านกล้า

1.3.1 กำหนดเวลาให้เมล็ดงอกและสามารถนำไปหว่านกล้าได้เมื่อเตรียมแปลงกล้าเสร็จพอดี

1.3.2 เอาเมล็ดที่เตรียมไว้ใส่กระสอบป่านหลวมๆ นำไปแช่น้ำ 1 คืน หุ้ม 1-2 คืน ขณะหุ้ม หมั่นรดน้ำ และหลิกกระสอบเพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ

1.4 การหว่านกล้า

1.4.1 แบ่งแปลงกล้าเป็นแปลงย่อย กว้าง 1.0-1.5 เมตร ยาวไปตามทิศทางลมให้มีการระบายอากาศดีเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้าเป็นโรคได้ง่าย

1.4.2 อัตราเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 100 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร

1.4.3 หว่านเมล็ดที่เพาะไว้ลงในแปลงกล้าให้สม่ำเสมอ ถ้าท้องที่มีนก หนู มากหรืออยู่ในช่วงฝนตกให้ลูบเมล็ดข้าวจมลงในแปลงเสมอหน้าดิน จะช่วยลดความเสียหายจากสาเหตุดังกล่าว

1.5 การดูแลแปลงกล้า

1.5.1 หลังหว่านกล้าต้องรดน้ำแปลงกล้า เช้า-เย็น หรือให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ และรักษาระดับน้ำให้สม่ำเสมอ ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำให้ใส่ปุ๋ย 16-20-0 หรือ 16-16-8 อัตรา 20 กรัม/ตารางเมตร

1.6 การดูแลรักษา

1.6.1 การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1

- ดินเหนียว ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ไร่ละ 20 กิโลกรัม (หว่านปุ๋ยแล้วคราดให้ปุ๋ยจมลงดินก่อนปักดำ 1 วัน)

- ดินทราย ใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ไร่ละ 20 กิโลกรัม

1.6.2 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 (ระยะแตกกอ) ใส่ปุ๋ยเดิม (16-20-0 หรือ 16-16-8 ตามชนิดของดิน) ไร่ละ 5 กิโลกรัม หรือใส่ปุ๋ยยูเรียไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยสามารถเน้นหว่านปุ๋ยบริเวณที่ข้าวไม่งามให้มาก เพื่อข้าวจะได้งามสม่ำเสมอกัน

1.6.3 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 (ระยะข้าวตั้งท้อง) ใส่ปุ๋ยยูเรียอีกครั้งอัตราไร่ละ 5 กิโลกรัม

2. การปลูกแบบหว่านข้าวแห้ง

การทำนาหว่านข้าวแห้ง เป็นการทำนาโดยหว่านเมล็ดข้าวแห้งลงไปบนแปลงนาที่ไถพรวนเตรียมดินไว้อย่างดี อาจเป็นดินแห้ง หรือดินชื้นแต่ไม่มีน้ำขังไม่ต้องย้ายต้นกล้าข้าวไปปักดำใหม่ ทำให้ประหยัดเวลาในการปักดำ

 วัตถุประสงค์การทำนาหว่านข้าวแห้ง

 ขั้นตอนการปฏิบัติในการหว่านข้าวแห้ง

2.1.1 ไถดะหลังฝนตกใหญ่ครั้งแรก และรอให้วัชพืชงอก หรืออย่างน้อยก่อนหว่านข้าว 15-20 วัน

2.1.2 หลังจากวัชพืชงอกแล้ว ไถแปรและคราด เพื่อย่อยดินให้มีขนาดเล็กพอเหมาะและกำจัดวัชพืชที่งอกแล้วให้หมด

เตรียมเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ โดยปฏิบัติเช่นเดียวกันกับทำนาดำ

หว่านเมล็ด 15-20 กิโลกรัม/ไร่ ให้กระจายสม่ำเสมอกันแล้วคราดกลบ ระยะเวลาที่หว่านข้าวแห้งสามารถหว่านรอฝนได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงระยะที่ฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม ถึงกลางเดือนสิงหาคม

2.4.1 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 (หลังข้าวงอก 20 วัน)

2.4.2 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 (ระยะข้าวแตกกอ) ใส่ปุ๋ยสูตร (16-20-0/16-16-8) ไร่ละ5 กิโลกรัม หรือปุ๋ยยูเรียอัตราไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยสามารถเน้นหว่านปุ๋ยบริเวณที่ข้าวไม่งามให้มาก เพื่อข้าวจะได้งามสม่ำเสมอ

2.4.3 ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 (ระยะข้าวตั้งท้อง) ใส่ปุ๋ยยูเรีย ไร่ละ 5 กิโลกรัม

ข้อควรพิจารณา

การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน

การใช้วัสดุอื่นแทนปุ๋ยเคมี คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการควบคุมความอุดมสมบูรณ์ของดินสำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ การจัดการดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี

1.การจัดการดิน

 

2.การใช้ปุ๋ยอินทรีย์

หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดและพยายามแสวงหาปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติมาใช้อย่างสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติแทบทุกชนิดมีความเข้มข้นของธาตุอาหารค่อนข้างต่ำจึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงมากและอาจมีไม่พอเพียงสำหรับการปลูกข้าวอินทรีย์ และถ้าหากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมก็จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต จึงแนะนำให้ใช้หลักการธรรมชาติที่ว่า “ สร้างให้เกิดในพื้นที่ใช้ทีละน้อยสม่ำเสมอเป็นประจำ”

 

3.ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และเศษใบไม้ ใช้ในอัตรา 100-500 กก./ไร่ โดยใส่ให้ทั่วแปลง แล้วไถกลบลงดินก่อนการปักดำ หรือหว่านข้าวประมาณ 7-10 วัน ถ้าหากไม่สามารถใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามอัตราที่กำหนดก็ให้ใส่เท่าที่หาได้ทีละเล็กน้อย แต่ใส่สม่ำเสมอทุกปี

4.การปลูกปุ๋ยพืชสดร่วมระบบกับข้าว เช่น การหว่านปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก พืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วลิสง หรือโสนต่างๆ ให้หว่านเมล็ดพืชอัตรา 5 ก.ก./ไร่ จนพืชสดมีอายุ 50-60 วัน แล้วจึงไถกลบลงดินก่อนการปักดำหรือหว่านข้าวประมาณ 7-10 วัน

5.การใส่ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหรือปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ โดยการผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพจากผัก ผลไม้ ปลา หรือหอยเชอรี่ โดยใช้สัดส่วน 3 :1:1 ใช้เวลา 7 วัน (ผักและผลไม้)และจากหอยเชอรี่หรือปลา (21 วัน) จากนั้นผสมน้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน: น้ำ 500 ส่วนฉีดพ่นอัตรา 5 ลิตร / ไร่ ใส่ 4-5 ครั้ง ในระยะเตรียมดินระยะแตกกอใส่ 2 ครั้ง ระยะตั้งท้องและออกดอก

6.การใช้อินทรียวัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี

หากปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินข้าวต้นแล้ว ยังพบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอหรือขาดธาตุอาหารที่สำคัญบางชนิดไป สามารถนำอินทรียวัตถุจากธรรมชาติต่อไปนี้ทดแทนปุ๋ยเคมีบางชนิดได้ คือ

แหล่งธาตุไนโตรเจน เช่น แหนแดง สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวกากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง กระดูกป่น เป็นต้น

แหล่งธาตุฟอสฟอรัส เช่น หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ สาหร่ายทะเล เป็นต้น

แหล่งธาตุโพแทสเซียม เช่น ขี้เถ้า และหินปูนบางชนิด

แหล่งธาตุแคลเซียม ปูนขาว โดโลไมล์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น เป็นต้น

 

การป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว

หมั่นตรวจดูแปลงนาเมื่อพบโรคหรือแมลงทำลายจะได้ป้องกันหรือจำกัดได้ทันที ควรกำจักหญ้าในนา โดยเฉพาะก่อนหว่านปุ๋ยเคมีเพราะหญ้าจะแย่งดูดกินปุ๋ย

การกำจัดหญ้า ทำได้โดยการไถกลบตอซังฟาง การไถดะ ไถแปร และคราด

การป้องกันโรค เช่น โรคไหม้ ไม่ตกกล้าแน่นเกินไป หรือไม่หว่านข้าวหนาแน่นเกินไป ไม่ใส่ปุ๋ยมากเกินไป ดูแลให้ไร่นาสะอาดไม่มีหญ้ารกและเป็นที่อาศัยของโรคต่างๆ

การป้องกันแมลง ทำลายหญ้าที่อาศัยของแมลง ดูแลให้ไร่นาสะอาด ถ้าพบผีเสื้อ หรือหนอนของแมลงศัตรูข้าวให้จับทำลาย

หนูและปูนาจับทำลาย

ศัตรูข้าว

การป้องกันกำจักโรค แมลง ศัตรูข้าว

โรคที่สำคัญ

1.โรคไหม้ สามารถทำลายต้นข้าวได้ทุกระยะการเจริญเติบโตตั้งแต่ระยะกล้าถึงระยะออกรวง

เชื้อสาเหตุ เชื้อรา

2.โรคใบหงิก

เชื้อสาเหตุ เชื้อไวรัส

โดยมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงพาหะ

3.โรคขอบใบแห้ง

เชื้อสาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย

4.โรคใบจุดสีน้ำตาล

เชื้อสาเหตุ เชื้อรา

แมลงที่สำคัญ

1.เพลี้ยกระโดด

2.หนอนกอ

3.หนอนม้วนใบ

4.แมลงสิง

 

วิธีการจัดการในการป้องกันกำจัดโรค-แมลง

สัตว์ศัตรูข้าวและวัชพืช

 

1.ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานต่อโรค-แมลง การปลูกข้าวมักประสบปัญหาการเข้าทำลายของโรค-แมลงหลายชนิด พันธุ์ข้าวที่ใช้จึงต้องมีความต้านทานต่อโรคและแมลง

 

2.การใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแทสเซียม ในปริมาณที่พอเหมาะ โดยพิจาณาความอุดมสมบูรณ์พื้นฐานของดินที่ใช้ปลูกข้าวร่วมกันอัตราปุ๋ยที่แนะนำ จะสามารถช่วยลดการระบาดจากโรค-แมลงได้

 

3.วิธีการปลูกข้าว

การปลูกข้าวโดยวิธีการหว่านน้ำต้มแนะนำให้ใช้อัตราเมล็ดพันธุ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เกษตรกรมักจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ที่สูงมาก จะทำให้ต้นข้าวมีความหนาแน่นมาก ความชื้นในระหว่างต้นข้าวสูง มีโอกาสที่โรคไหม้จะเข้าทำความเสียหายมากขึ้น เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตขึ้นจะทำให้แสงสว่างส่องลงไปไม่ถึงบริเวณโคนต้น ลักษณะเช่นนี้จะทำให้แมลงเพลี้ยกระโดสีน้ำตาลชอบที่จะไปอาศัยอยู่และแพร่พันธุ์ทำลายต้นข้าวได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นการที่ต้นข้าวแน่นมากทำให้ลำต้นเล็กกว่าปกติมักจะเกิดผลเสียคือต้นล้มง่ายเมื่อลมพัดแรง

 

4.การจัดการน้ำ การควบคุมระดับน้ำสามารถนำมาใช้ในการลดปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ โดยในระยะข้าวยังเล็กถ้ามีการอพยพของแมลงเข้ามาวางไข่ในแปลงนา การไขน้ำเข้านาให้ท่วมต้นข้าว 6-7 วัน จะช่วยลดจำนวนไข่ที่ฟักออกมาได้ ส่วนในระยะที่ข้าวกำลังเจริญเติบโตจนถึงออกรวง ซึ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะเข้าทำลายต้นข้าวในระยะนี้มาก การไขน้ำออกจากนาให้ต้นข้าวอยู่ในสภาพอิ่มตัวด้วยน้ำจะช่วยลดจำนวนประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลงได้

 

5.การเลือกระยะเวลาการปลูกข้าวที่เหมาะสม เป็นการหลีกเลี่ยงการทำลายของแมลงที่มีการเคลื่อนย้ายจากแหล่งอื่นหรือทำให้ระยะการพัฒนาของต้นข้าวไม่เหมาะสมกับการเข้าทำลายของแมลง

 

6.การใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ใช้สารสกัด เช่น สารสกัดจากไพร และว่านน้ำที่ความเข้มข้น 5,000 พี.พี.เอ็ม. สามารถควบคุมโรคกาบใบแห้งได้ในระดับหนึ่ง ใช้เมล็ดสะเดาแห้ง หรือรากหางไหล อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร บดแช่น้ำไว้ 1 คืน กรองด้วยถุงผ้าดิบนำมาผสมสารจับใบพ่นในช่วงที่แมลงส่วนใหญ่ที่เป็นตัวอ่อนและควรพ่นในตอนเย็น

 

7.การทำลายแหล่งอาศัยของศัตรูพืช วัชพืช ตอซัง และข้าวป่า เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของเพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนห่อใบข้าว ตอซังเป็นที่ฟักตัวของหนอนกอและเชื้อโรคกาบใบแห้ง การกำจัดแหล่งอาศัยโดยการเผาหรือไถกลบตอซังจะช่วยลดปริมาณของศัครูพืชที่จะทำลายต้นข้าวในฤดูกาลต่อไป

 

8.การใช้ชีววิธี โดยปกติในธรรมชาติศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าว จะมีจำนวนมากกว่าแมลงศัตรูศัตรูข้าวถึง 5-6 เท่า ซึ่งจะช่วยควบคุมแมลงศัตรูข้าวได้อย่างมาก แต่การใช้สารเคมีในปัจจุบันทำให้ปริมาณของแมลงศัตรูธรรมชาติลดน้อยลง ถ้ามีการใช้สารเคมีโดยเฉพาะสารฆ่าแมลงอย่างระมัดระวัง ก็จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากแมลงศัตรูธรรมชาติได้ดี เช่น มวนเขียวดูดไข่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำลายไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นจำนวนมาก

9.การจัดระบบการปลูกพืช การปลูกพืชหมุนเวียนช่วยลดปริมาณของศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี

 

การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

1.การเก็บเกี่ยว

1.1 เก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม คือระยะที่ข้าวออกดอกแล้วประมาณ 30-35 วัน โดยรวงจะโน้มลง เมล็ดในรวงมีสีฟางหรือเหลือง โคนรวงมีเมล็ดเขียวบ้างเล็กน้อย ซึ่งเรียกว่าระยะพลับพลึงเป็นระยะเมล็ดข้าวสุกแก่พอเหมาะ ทำให้ได้น้ำหนักเมล็ดสูงเปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ด ปริมาณมาก และมีคุณภาพการสีดี

1.2วิธี เก็บเกี่ยว ก่อนถึงระยะเก็บเกี่ยว 10 วัน ควรระบายน้ำออกจากแปลงนาเพื่อให้ข้าวสุกแก้พร้อมกันส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้นสามารถทำได้ทั้งการเกี่ยวด้วยมือ และใช้เครื่องมือเกี่ยว ซึ่งจะให้ข้าวที่มีคุณภาพไม่แตกต่าง แต่ถ้ามีการปรับเครื่องจักรไม่เหมาะสมกับการทำงานอาจจะทำให้เกี่ยวไม่หมด ข้าวร่วงหล่นหรือเมล็ดแตกหักได้

 

2.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

2.1 การนวดข้าว

เป็นการทำให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวงซึ่งมีวิธีการปฏิบัติแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เช่น การนวดด้วยเท้า ใช้กระบือย่ำ นวดโดยการฟาด โดยใช้รถแทรกเตอร์ย่ำ และนวดด้วยเครื่องนวดข้าว ซึ่งการนวดข้าวนั้นมีข้อควรคำนึง คือ ควรระมัดระวังการสูญเสียของข้าวเนื่องจาดนวดไม่หมดหรือเมล็ดกระเด็นหายไป หรือถูกเครื่องนวดพ่นเอาเมล็ดดีออกไป เป็นต้น เพื่อลดสิ่งเจือปนที่ติดมากับข้าว

 2.2 การตากข้าว

เป็นการลดความชื้นในเมล็ดข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมคือ 12-14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อนำไปสีแล้วจะทำให้ได้คุณภาพการสีสูงและสามารถเก็บข้าวเปลือกไว้ได้นาน ซึ่งการตากข้าวมี 2 วิธี คือ

2.2.1 การตากข้าวก่อนนวด

เป็นการตากข้าวในขณะที่เมล็ดยังอยู่ในรวง การตากจะต้องคำนึงถึงคุณภาพข้าวที่ตากเป็นสำคัญ โดยทำให้ได้ความชื้นพอเหมาะและข้าวมีความสะอาด ซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้

2.2.2 การตากข้าวหลังนวด

เป็นการตากข้าวที่นวดออกรวงแล้ว โดยตากบนลานตากหรือบนพื้นที่มีวัสดุรองรับ การตากควรมีการกลับกองข้าวอย่างสม่ำเสมอและในช่วงเวลากลางคืนควรโกยข้าวมากองรวมกันแล้วใช้ภาชนะปิดกันน้ำค้างและฝน การตากวิธีนี้จะต้องใช้เวลาตากประมาณ 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณข้าว

ภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ข้อพึงปฎิบัติในการจัดการดิน ได้แก่ การไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษซากพืช อาจจะมีการปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน เช่น การปลูกถั่วพร้าตามหลังการเก็บเกี่ยว สามารถนำเอาความชื้นที่เหลือภายในดินภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวมาใช้ในการปลูกได้จนถึงระยะการเก็บเกี่ยว หรืออาจจะมีการปลูกถั่วพุ่มซึ่งสามารถกินฝักสดได้โดยอาศัยบ่อน้ำในไร่นา ใช้อัตราเมล็ดถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัม/ไร่

3.การเก็บรักษา

เนื่องจากการปลูกข้าวไม่สามารถกระทำได้ตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องเก็บรักษาข้าวเปลือกไว้เพื่อการบริโภค รอการจำหน่าย หรือใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการแปรรูปซึ่งมีความต้องการอยู่ตลอดทั้งปี แต่ภูมิอากาศของประเทศไทยเป็นลักษณะร้อนชื้นและเหมาะต่อการเจริญเติบโต และแพร่ระบาดของแมลง สัตว์ศัตรู และเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำความเสียให้กับข้าวเปลือกทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ดังนั้น การเก็บรักษาที่ดีจะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ โดยเริ่มจากการนำเมล็ดที่ตากแห้งดีแล้วมาทำความสะอาด บรรจุในกระสอบป่านที่สะอาดและมีสภาพดีนำไปวางเรียงบนไม้รองที่อยู่สูงจากพื้น 5-6 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดดูดความชื้นและเว้นช่องระหว่างแนวกระสอบเพื่อการระบายอากาศ ในยุ้งฉางที่สะอาดสามารถป้องกันฝนได้ มีอากาศถ่ายเทสะดวก และสามารถป้องกันนก หนู โรคและแมลงเข้าทำลายได้